• image01
วานิชธนกิจ

ความเป็นมา

หลักทรัพย์ ภัทร ได้ดำเนินงานและสั่งสมชื่อเสียงมาเป็นระยะเวลายาวนาน ถือเป็นผู้นำในการให้บริการด้านวานิชธนกิจแก่ทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนชั้นนำในประเทศไทย เราได้รับการจัดอันดับจากสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำในภาคธุรกิจการเงินให้เป็นบริษัทที่ให้บริการธุรกิจวานิชธนกิจที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเสมอมา ฝ่ายวานิชธนกิจของภัทรมีเจ้าหน้าที่มืออาชีพซึ่งพร้อมด้วยประสบการณ์กว่า 20 คน เป็นกำลังสำคัญในการระดมทุนครั้งใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์ของตลาดทุนไทยและเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับภาคเอกชนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย
 
ผลการดำเนินงานตั้งแต่ ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน

ปี 2546 หลักทรัพย์ ภัทรประสบความสำเร็จในธุรกรรมสำคัญหลายธุรกรรมด้วยกัน ในเดือนตุลาคม เพียงเดือนเดียวสามารถระดมทุนให้กับ 3 บริษัทใหญ่กล่าวคือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีมูลค่าการเสนอขายรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายน ภัทรประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งมีมูลค่าถึง 22,000 ล้านบาท

ปี 2547 ภัทรเริ่มต้นปีด้วยความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทยในเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนั้น ในเดือนตุลาคม ภัทรประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้น ของไทยออยล์ ซึ่งเป็น IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น คือมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท และเราก็ส่งท้ายปีนั้นด้วยความสำเร็จในการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 3,000 ล้านบาทของ อสมท. ในเดือนพฤศจิกายน

ปี 2548 แม้ว่าภาวะตลาดโดยรวมจะเริ่มถดถอยเนื่องจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้นและเกิดปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย แต่เราก็ยังสามารถทำธุรกรรมขนาดใหญ่ได้ นั่นคือ การเสนอขายหุ้น IPO ของ“บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน)” มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และในช่วงปลายปี ภัทรนำหุ้นออกใหม่เสนอขายแก่ประชาชนเป็นครั้งแรกเป็นผลสำเร็จอีกหนึ่งรายในภาคอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือหุ้น “พฤกษา เรียลเอสเตท” มูลค่าประมาณ 2,200 ล้านบาท

ปี 2549 ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศซึ่งฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภัทรยังคงทุ่มเททำงานอย่างดีที่สุดและให้บริการที่ดีที่สุดด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ โดยได้นำบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเข้าจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศสิงคโปร์ นั่นคือ “บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)”มูลค่ากว่า 37,000 ล้านบาท ตามด้วย “บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน)” มูลค่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเสนอขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบสองปี และเป็นการเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่สามของประเทศไทย

ด้วยประสบการณ์และผลงานของภัทรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของหลักทรัพย์ ภัทรได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ในปี 2550 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ อยู่ในช่วงวิกฤต การเมืองของประเทศยังขาดเสถียรภาพ อีกทั้ง ปัญหา sub-prime ของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก แต่เรายังคงมุ่งมั่นและยืนหยัดความเป็นผู้นำ ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้แก่ การควบรวม บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลค่ารายการกว่า 130,000 ล้านบาท รวมถึง การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการควบรวมกิจการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท จีอี แคปปิตอล ลีส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด กับ บริษัท ภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) และในเดือนธันวาคม 2550 หลักทรัพย์ ภัทรได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นโดยการระดมทุนของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้สำเร็จ ด้วยมูลค่ารายการกว่า 37,623 ล้านบาท

ปี 2551 โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สืบเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุการณ์ล่มสลายของสถาบันการเงินชั้นนำของโลก ทั้งในอเมริกา ยุโรป รวมทั้งเอเชีย แต่ในช่วงครี่งปีแรก ก่อนที่วิกฤติสถาบันการเงินจะเริ่มส่งผลอย่างรุนแรงนั้น หลักทรัพย์ ภัทร ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายให้แก่ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีมูลค่าการระดมทุนรวม 9,304.2 ล้านบาท และด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในงานด้านวานิชธนกิจ ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี เราได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ("กองทุนฯ")ในการขายหุ้นสามัญของธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ที่กองทุนฯ ถืออยู่ในสัดส่วน 42.1 % ให้กับธนาคาร CIMB ของประเทศมาเลเซียได้สำเร็จ

นอกจากงานด้านตลาดทุนแล้ว หลักทรัพย์ ภัทร ยังคงได้รับความไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินทางด้านควบรวมกิจการให้กับ 3 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ในการทำคำเสนอซื้อหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) 2) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในการทำคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ 3) เป็นที่ปรึกษาในการทำคำเสนอซื้อหุ้นและเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน)

ปี 2553 แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศในช่วงระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม เศรษฐกิจไทยก็สามารถฟื้นตัวขึ้นจากเหตุการณ์และวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างแข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 15 ปี แต่เนื่องจากภาวะทางด้านการเมืองในช่วงสองไตรมาสแรกไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกรรมการระดมทุนเท่าไหร่นัก รายได้หลักของฝ่ายวานิชธนกิจในช่วงครึ่งปีแรกจึงมาจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้านต่างๆ อาทิ การเป็นที่ปรึกษาในการควบรวมกิจการของบริษัท ธนายง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงสงบลง นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยเพิ่มขึ้น สภาวะการตลาดหลักทรัพย์กลับมาเอื้ออำนวยต่อการระดมทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 ภัทรเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ในการเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัดโดยวิธี Accelerated Global Tender (AGTSM) รวมทั้งสิ้น 4 รายการ ได้แก่ การขายหุ้นสามัญเดิมของ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์และ Thailand Equity Fund ในบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด, การขายหุ้นสามัญเดิมของครอบครัวมาลีนนท์ ในบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), การขายหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และการขายหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ใน บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปี 2555 หลักทรัพย์ ภัทร สามารถช่วยลูกค้าในการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 134,648 ล้านบาท โดยสามารถแบ่งประเภทการเสนอขายหลักทรัพย์ได้เป็น 2 ประเภท คือ (1) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป 3 รายการ ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเทสโก้ โลตัส รีเทล โกรท (การนำหน่วยลงทุนออกเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเทสโก้ โลตัส รีเทล โกรท (การเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนต่อประชาชน) (2) การเสนอขายหุ้นสามัญแบบข้ามคืนให้แก่ผู้ลงทุนในวงจำกัด 4 รายการ ได้แก่ บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน), บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ หลักทรัพย์ ภัทร ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทต่างๆ ในการควบรวมกิจการ การหาผู้ร่วมทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างกิจการ และการให้บริการและคำแนะนำตราสารทางการเงินต่างๆ โดยในปี 2555 บล.ภัทร ได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการควบรวมกิจการให้กับ 3 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 19,247 ล้านบาท

 
การเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก

ในส่วนของการขายหุ้นเพิ่มทุนนั้น หลักทรัพย์ ภัทรได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ยอมรับจากลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยความเชี่ยวชาญและความสามารถทำให้หลักทรัพย์ ภัทรยังคงประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนให้กับลูกค้าแม้ว่าตลาดจะมีบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเนื่องด้วยวิกฤตการทางการเงินก็ตาม หลักทรัพย์ ภัทรได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มทุนด้วยการจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ให้กับสาธารณชน การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ให้แก่นักลงทุนเฉพาะราย และการให้คำปรึกษาในการระดมทุนซึ่งมีลักษณะเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานแล้วจะเห็นได้ว่าหลักทรัพย์ ภัทร ได้มีบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงินและผู้จัดการจำหน่ายหลักทรัพย์ในการเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย
 
การแปลงสภาพองค์กรและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

หลักทรัพย์ ภัทร เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการแปลงสภาพองค์กรและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากที่สุดบริษัทหนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของเราที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่บุคลากรเหล่านี้จะได้รับความไว้วางใจจากรัฐวิสาหกิจไทยส่วนใหญ่ให้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งมีความซับซ้อน หลักทรัพย์ ภัทรได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้จัดการจำหน่ายหลักทรัพย์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยครั้งสำคัญหลายต่อหลายครั้งในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
 
การควบรวมกิจการ การซื้อกิจการ และการขายเชิงกลยุทธ์

นอกจากการเป็นผู้นำด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์แล้ว หลักทรัพย์ ภัทรยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทต่างๆ ในการควบรวมกิจการ การหาผู้ร่วมทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งได้กลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญประการหนึ่ง ความเชี่ยวชาญและความรู้ที่เราได้สั่งสมมาและได้ให้บริการลูกค้าของเรานั้นไม่ด้อยไปกว่าของบริษัทใดในประเทศไทย
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ตรัยรักษ์ เต็งไตรรัตน์
หัวหน้าสายงานวานิชธนกิจและตลาดตราสารทุน
trairak@phatrasecurities.com 

สุขสิริ กำธรชน
suksiri@phatrasecurities.com