• image01

ถอดรหัสลงทุน 'สไตล์ภัทร' บอกปากต่อปาก เทเลอร์เมดพอร์ต ปั้น Wealth
23 ส.ค. 2560

 สภาวการณ์ที่ตลาดหุ้นไทย ยังซบเซาและแกว่งตัวแคบ การบริหารเงินลงทุนก็มีความยากลำบากยิ่งขึ้น การปั๊มผลตอบแทนก็ดูจะตื้อตันไปด้วย แต่หากมีการจัดพอร์ตลงทุนที่ใช่สำหรับตัวเอง ก็จะเป็นโอกาสเพิ่มผลตอบแทนได้
          "ประชาชาติธุรกิจ" ได้พูดคุยกับ "คุณณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เล่าให้ฟังว่า แม้ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยแทบจะไม่ขยับไปไหน ได้ไกล ทำให้ธุรกิจด้านการบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อของ "Wealth Management" ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าจะบอกปากต่อปากกันด้วย
          สำหรับภัทรจัดเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม High Net Worth เงินลงทุนตั้งแต่ประมาณ 30 ล้านบาทขึ้นไป (หรือราว 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) และกลุ่ม "คนรุ่นใหม่ที่มีรายได้สูง" (Mass Affluent) ซึ่งมีเงินลงทุนตั้งแต่ 10-20 ล้านบาท ขึ้นไป ลูกค้าต้องการวางแผนเพื่อการเกษียณให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ แม้จะไม่ได้ทำงานแล้ว
          "หน้าที่ของเราคือ ให้คำแนะนำการลงทุนแก่ลูกค้า ว่าควรจัดสรรเงินที่มีอย่างไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม บนความเสี่ยงที่พอจะรับได้ โดยเราก็จะวิเคราะห์หลายปัจจัย เช่น ถ้าลูกค้า 1 คน อายุ 50 ปี มีเงิน 100 ล้านบาท อยากมีเงินใช้เดือนละ 2 แสนบาท หลังเกษียณ ภายใต้เงินสมมุติฐานเงินเฟ้อที่ 3% กรณีนี้ถ้าไม่วางแผนให้รัดกุม โดยกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนเพียง 4% ต่อปี หากเวลาผ่านไป จนลูกค้าอายุ 76 ปี ค่าใช้จ่ายก็จะเริ่มสูงกว่าผลตอบแทน ถ้าอายุยืนถึง 99 ปี แม้เงินจะยังพอใช้ แต่ถ้าเทียบเป็นมูลค่าปัจจุบันรวมเงินเฟ้อด้วย ลูกค้ารายนี้จะจนลง แต่ถ้าลองเปลี่ยนสมมุติฐาน ด้วยการขยับเป็น 6% ต่อปี โดยเฉลี่ยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาจะไม่ได้จนลง เมื่อเทียบเงินในอนาคตเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งบริการของเราจะจัดพอร์ตแบบ Tailor-made ที่เหมาะกับลูกค้าเป็นรายคน"
          สำหรับการจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้ได้ในระดับที่สูงนั้น จะต้องมีหลายปัจจัย โดยปัจจัยแรก คือ "ระยะเวลาการลงทุน" ซึ่ง "คุณณฤทธิ์" ให้ความเห็นว่า การที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่สูงนัก จำเป็นต้องลงทุนให้ได้ระยะเวลาที่นานเพียงพอ ตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไป แต่หากโจทย์ของนักลงทุน คือ ต้องการ ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ราว 10% ต่อปี ก็อาจจะต้องลงทุนให้ได้ระยะเวลาที่นานกว่าปกติ เช่น ประมาณ 10 ปี ขึ้นไป ซึ่งการลงทุนที่เป็นตัวแทนพอจะเห็น คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่นักลงทุนถูกบังคับให้ถือยาวอัตโนมัติ
          ปัจจัยที่ 2 คือ "การจัดสรรเงินลงทุน"หรือ Asset Allocation ที่เหมาะสม ซึ่งพอร์ตของนักลงทุนแต่ละคน จะมีความแตกต่างกัน เพราะปัจจัยทั้ง เงินลงทุนตั้งต้น อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง และเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ จะไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ก็ควรจะใช้วิธีนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินลงทุนที่มีไม่ผันผวนไปตามสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งในตลาด
          "การลงทุนระยะยาว สำคัญที่สุดคือ Asset Allocation ซึ่งมีความสำคัญถึง 90% ส่วนปัจจัยอื่น เช่น การเลือกหุ้น เลือกเซ็กเตอร์ หรือการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด (ทำมาร์เก็ตไทม์มิ่ง) มีความ สำคัญนิดหน่อย เพราะตามความจริงการทำมาร์เก็ตไทม์มิ่งการันตีความ ถูกต้องได้น้อยมาก ถ้าทำได้ถูกเกินครึ่ง ก็ถือว่าเก่งแล้ว ดังนั้นในภาพใหญ่ Asset Allocation เป็นเรื่องสำคัญที่สุด"
          ทั้งนี้ การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง อาจจะต้องมองหาการลงทุนในตลาดต่างประเทศด้วย เนื่องจากโอกาสการลงทุนจะมีมากกว่าในประเทศ โดยเฉพาะตลาดการเงินที่พัฒนาแล้ว จะมีตราสารการลงทุนให้เลือกหลากหลาย ซึ่งถ้าเป็นหุ้นก็สามารถเลือกธีมลงทุนที่สอดคล้องกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศนั้นเกิดปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นของบริษัทที่ผลิตอาวุธในสหรัฐ ก็จะได้อานิสงส์ เป็นต้น ซึ่ง บล.ภัทร ก็ได้ให้น้ำหนักคำแนะนำ ในการจัดพอร์ตไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มประเทศในยุโรป ที่มีสัญญาณฟื้นตัวบ้างแล้ว ราคาหุ้นก็ถูกกว่าสหรัฐ ดังนั้นจึงน่าสนใจในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า
          ส่วนตลาดหุ้นในเอเชียที่น่าจับตาได้แก่ จีน ที่ต้องยอมรับว่าดูดีขึ้น แต่ก็อาจยังมีความกังวลในเรื่องฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ หลังจากที่สินเชื่อเทียบเงินฝากยังอยู่ในสัดส่วนค่อนข้างสูง ขณะที่อินเดียมีความท้าทายเรื่องเงินเฟ้อสูง ส่วนญี่ปุ่น แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะดีขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงหนึ่งไตรมาสจีดีพีสามารถขยับตัวได้ที่ระดับ 1% หากรวมทั้งปีจะเติบโตได้ถึง 4% ถือว่าดีมาก แต่ญี่ปุ่นก็มีความกังวลเรื่องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องติดตามต่อไป
          นอกจากนี้ ยังมีกองทุนรวมในต่างประเทศที่น่าสนใจหลายรูปแบบ เช่นกองทุนตราสารหนี้ของ PIMCO ที่กระจายลงทุนตราสารต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนเหมือนกับการได้รับดอกเบี้ยลอยตัวตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกองทุนหุ้นในธุรกิจเฮลท์แคร์ เป็นต้น  ซึ่งเราจะนำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้า ก่อนตัดสินใจลงทุน
          ส่วนลงทุนในประเทศ ส่วนตัวมองว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงไม่สดใสนัก เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดี จึงยังไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะให้น้ำหนักสัดส่วนสูง แต่นักลงทุนไทยก็ยังมีความต้องการลงทุนในประเทศอยู่ อย่างน้อยสัดส่วนราว 50% อยู่
          ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่คาดหวังจะชนะตลาดที่ซบเซา "คุณณฤทธิ์" แนะนำทิ้งท้ายว่า จะต้อง "ทำความเข้าใจตัวเอง" ให้ดีว่า คุณเป็นนักลงทุนประเภทใด หากเป็นนักลงทุนที่ใช้ เทคนิคอล ในการตัดสินใจลงทุน เมื่อหุ้นปรับตัวลงก็ต้องมีจุดขายตัดขาดทุน แต่ถ้าเป็นนักลงทุนหุ้นพื้นฐาน ที่ต้องเจอสถานการณ์หุ้นร่วง ก็ควรจะหาสาเหตุว่าธุรกิจที่ลงทุนได้รับผลกระทบจริงหรือไม่ ซึ่งหากไม่กระทบ อาจจะต้องซื้อเพิ่ม ไม่ใช่การขายตัดขาดทุน เพราะเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี