| พัฒนาการล่าสุด |
| 2551 |
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 บริษัทได้เริ่มจัดทำบทวิจัยด้านการลงทุนสำหรับลูกค้าบุคคลรายใหญ่ โดยเน้นในเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการจัดการลงทุนอย่างเหมาะสมให้แก่ลูกค้า
ในเดือนมีนาคม 2551 บริษัทได้นำโปรแกรม Microsoft Dynamics CRM 4.0 มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่ของบริษัททั้งในด้านความรวดเร็วและความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล
ในเดือนสิงหาคม 2551 บริษัทได้เริ่มให้บริการชำระราคาค่าหลักทรัพย์ผ่านกองทุนตลาดเงิน เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ลูกค้า และบริษัทได้เริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมค้าหลักทรัพย์ (Participant Dealer) และผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ให้กับ Equity ETF ที่อ้างอิงดัชนีหมวดธุรกิจพลังงาน (Equity ETF on SET Energy Sector Index)
ในเดือนพฤศจิกายน 2551 บริษัทได้เริ่มให้บริการซื้อขายกองทุนรวมผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมแก่ลูกค้า และบริษัทได้ขยายธุรกิจการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ โดยได้เริ่มให้บริการแก่ลูกค้าบุคคลในการยืมหลักทรัพย์และนำไปขายชอร์ตผ่านบัญชีเงินสด
ณ สิ้นปี 2551 สินทรัพย์ของลูกค้าที่อยู่ภายใต้การให้คำแนะนำการลงทุนของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ของบริษัทมีมูลค่ารวม 75,810.05 ล้านบาท ลดลงจาก 89,583.44 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2550 สืบเนื่องจากการปรับตัวลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดโดยรวม
|
| 2550 |
วันที่ 29 ตุลาคม บริษัทได้เริ่มให้บริการการเป็นนายหน้าซื้อขายสัญญาออปชั่นที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 (SET50 Index Options) ซึ่งเป็นสินค้าลำดับที่ 2 ของตลาดอนุพันธ์
ณ สิ้นปี 2550 สินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ของบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 69,638.31 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 89,583.44 ล้านบาท
|
| 2549 |
วันที่ 28 เมษายน ภัทรได้เริ่มดำเนินธุรกิจการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์
วันที่ 9 สิงหาคม ภัทรได้เริ่มดำเนินธุรกิจยืมและให้ยืมหลักทรัพย์
วันที่ 15 กันยายน ภัทรได้รับอนุญาตจากตลาดอนุพันธ์ให้เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องใน SET 50 Index Futures ประเภทการดูแลสภาพคล่องแบบปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Basis) และได้เริ่มดำเนินการเป็นผู้สร้างสภาพคล่องในตลาดอนุพันธ์
วันที่ 9 ตุลาคม ภัทรได้เริ่มให้บริการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
|
| 2548 |
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน
วันที่ 31 พฤษภาคม ภัทรได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า "PHATRA"
วันที่ 14 ตุลาคม ภัทรได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
วันที่ 7 พฤศจิกายน ภัทรได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คือการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการ
|
| 2546 |
วันที่ 1 ธันวาคม บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด กลับมาใช้ชื่อเดิมคือ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (ภัทร) ภัทร และ เมอร์ริล ลินช์ ยังคงความร่วมมือทางธุรกิจอย่างใกล้ชิดระหว่างกันไว้ภายใต้สัญญาการให้บริการทางธุรกิจและสัญญาร่วมมือทางด้านงานวิจัย ซึ่งทำให้เมอร์ริล ลินช์ สามารถดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่เช่นเดิม ในขณะที่ภัทรสามารถพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในประเทศได้สะดวกขึ้นและยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายรอบโลกตลอดจนความเชี่ยวชาญและทรัพยากรต่างๆ ของเมอร์ริล ลินช์ได้เหมือนเดิม |
| กิจการร่วมทุน |
| 2546 |
ในเดือนกรกฎาคม เมอร์ริล ลินช์และธนาคารกสิกรไทยตกลงขายหุ้นที่ถือร่วมกันในบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ซึ่งเป็นหุ้นทั้งหมดของบริษัทให้แก่นักลงทุนกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึง ผู้บริหารและพนักงาน |
| 2543 |
บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัดขายธุรกิจจัดการสินทรัพย์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จึงสามารถให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักสามประเภทได้อย่างเต็มที่ อันได้แก่ ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจวานิชธนกิจ และธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล |
| 2541 |
บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัดเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด
บริษัทเงินทุน ภัทรธนกิจ จำกัดขายหุ้นร้อยละ 51 ให้เมอร์ริล ลินช์ ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารและให้คำปรึกษาด้านการเงินชั้นนำรายหนึ่งของโลก และขายหุ้นร้อยละ 49 ให้ธนาคารกสิกรไทย
|
| จุดเริ่มต้น |
| 2540 |
ธนาคารกสิกรไทยเพิ่มจำนวนหุ้นในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) (ภัทรธนกิจ) จากร้อยละ 8.16 เป็นร้อยละ 49.61 ในขั้นนั้นบริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 5,142 ล้านบาท
ภัทรธนกิจแยกธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ออกจากกัน บริษัทหลักทรัพย์แห่งใหม่ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับหลักทรัพย์ การเงินธุรกิจ และการบริหารทรัพย์สินนั้นมีชื่อว่า บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัดบริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,500 ล้านบาทและหุ้นร้อยละ 99.99 เป็นของบริษัทเงินทุน ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน)
|
| 2538 |
ภัทรธนกิจร่วมธุรกิจการเงินกับ โกลด์แมน แซคส์ หลังจากยุติความร่วมมือทางธุรกิจและการวิจัยกับ เอส จี วอร์เบิร์ก อย่างฉันมิตร |
| 2537 |
ภัทรธนกิจเพิ่มทุนขึ้นห้าเท่าเป็น 2,852 ล้านบาทและย้ายสำนักงานใหญ่จากถนนสุขุมวิทไปยังอาคารสำนักงานเมืองไทย-ภัทร ถนนรัชดาภิเษกซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบันของบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)
ธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์แยกออกจากกัน
|
| 2536 |
บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 560 ล้านบาทโดยขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 14 ล้านบาทให้นักลงทุนต่างประเทศ |
| 2535 |
ภัทรธนกิจตกลงใช้ทรัพยากรเกี่ยวกับการค้าและวิจัยหลักทรัพย์ร่วมกับ เอส จี วอร์เบิร์ก
เปิดสำนักงานประจำจังหวัดเพิ่มอีกเจ็ดแห่ง ได้แก่ สำนักงานที่พัทยา สุราษฎร์ธานี ระยอง สมุทรสาคร ภูเก็ต ศรีราชา และสระบุรี |
| 2534 |
ภัทรธนกิจเพิ่มทุนเป็น 500 ล้านบาทเพื่อขยายบริการค้าหลักทรัพย์ผ่านดาวเทียมไปสู่สำนักงานประจำจังหวัดสามแห่ง ได้แก่ สำนักงานที่จังหวัดชลบุรี จันทบุรี และอุดรธานี |
| 2533 |
ภัทรธนกิจเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้งเป็น 440 ล้านบาท ทำให้บริษัทสามารถซื้ออุปกรณ์ทันสมัยสองรายการ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ DEC VAX เป็นการปรับปรุงห้องค้าให้ทันสมัย |
| 2530 |
มีการตั้งแผนกธุรกิจวานิชธนกิจและตั้งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่าสถาบันวิจัยภัทร
บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 270 ล้านบาท ทำให้สามารถวางระบบรายงานราคาหลักทรัพย์ที่เรียกว่า วิดีโอ แบงค์กิ้ง ได้
|
| 2528 |
ภัทรธนกิจจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและใช้ชื่อย่อ PHATRA บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 180 ล้านบาทซึ่งเป็นไปตามแผนยกระดับคุณภาพเครดิตของบริษัทและความจำเป็นที่บริษัทจะต้องขยายธุรกิจวาณิชธนกิจ |
| 2526 |
ภัทรธนกิจเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้งเป็น 120 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทให้รองรับธุรกิจด้านการเช่าซื้อ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการบริหารจัดการทางการเงิน ตลอดจนพัฒนาระบบข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารและฐานข้อมูล |
| 2522 |
ภัทรธนกิจมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด บริษัทย้ายสำนักงานจากอาคารเมืองไทยประกันชีวิตบนถนนเจริญกรุง ไปยังอาคารภัทรธนกิจบนถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนมากกว่าสองเท่าเป็น 90 ล้านบาท |
| 2521 |
มีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเป็นครั้งแรก โดยใช้ INFOREX กับธุรกิจหลักทรัพย์และการให้สินเชื่อ |
| 2518 |
ภัทรธนกิจเริ่มดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์นอกเหนือจากที่ทำธุรกิจเงินทุนอยู่แล้ว |
| 2517 |
ภัทรธนกิจได้เป็นสมาชิกลำดับที่หกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัทเริ่มให้บริการด้านเงินทุนแก่โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยและการพาณิชย์
|
| 2516 |
ภัทรธนกิจเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 40 ล้านบาทและดำเนินธุรกิจรับฝากเงินและให้สินเชื่อระยะสั้นเป็นหลัก |
| 2515 |
ภัทรธนกิจก่อตั้งขึ้นเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 1 ล้านบาท และเริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 29 มีนาคม |